บทที่ 4 หุ้น
หุ้น คือ หน่วยเล็กๆ ที่แสดงความเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ เมื่อเราซื้อหุ้น ก็เหมือนเราได้เป็น "เจ้าของส่วนหนึ่ง" ของบริษัท มีสิทธิได้ส่วนแบ่งกำไร (เงินปันผล) และมีสิทธิออกเสียงในบางเรื่อง (ตามประเภทหุ้น) บริษัทออกหุ้นเพื่อระดมทุนไปขยายกิจการ นักลงทุนได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลและกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) ซึ่งมีความเสี่ยงตามผลประกอบการบริษัท.
หัวใจสำคัญของหุ้น:
• ความเป็นเจ้าของ: หุ้นคือใบหุ้นส่วนเล็กๆ ของบริษัท.
• การระดมทุน: บริษัทออกหุ้นขายเพื่อนำเงินไปพัฒนาธุรกิจ.
• ผลตอบแทน: มีโอกาสได้เงินปันผล (กำไรที่แบ่งให้) และกำไรส่วนต่างราคาขาย (ราคาขึ้น).
• สิทธิ: ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม (เช่น เลือกกรรมการ).
• ความเสี่ยง: มูลค่าและผลตอบแทนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับบริษัทและตลาด.
ประเภทหลักๆ:
• หุ้นสามัญ (Common Stock): มีสิทธิออกเสียงและรับเงินปันผล (ไม่แน่นอน).
• หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock): ไม่มีสิทธิออกเสียง แต่ได้เงินปันผล (อัตราคงที่/ก่อนสามัญ) และได้คืนทุนก่อนสามัญหากบริษัทเลิกกิจการ.
การซื้อขายหุ้นทำผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีโบรกเกอร์เป็นตัวกลาง.
การเล่นหุ้นมีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้นผันผวนได้ตลอดเวลาจากปัจจัยมากมาย ทั้งเศรษฐกิจ, ธุรกิจ, การเมือง, สภาพคล่อง, และอารมณ์นักลงทุน ซึ่งอาจทำให้ขาดทุนได้หากไม่มีความรู้, ขาดวินัย, หรือลงทุนโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่ดี.
ความเสี่ยงหลักๆ ที่ต้องรู้:
1. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk): ราคาหุ้นขึ้น-ลงตลอดเวลาจากปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยภายนอก ทำให้ซื้อสูงขายต่ำได้.
2. ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risk): บริษัทที่เราลงทุนมีปัญหา ผลประกอบการแย่ หรือเจอคู่แข่ง ทำให้ราคาหุ้นตก.
3. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk): ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม, อัตราดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั้งระบบ.
4. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk): หุ้นที่มีการซื้อขายน้อย (Volume ต่ำ) ทำให้ขายยาก หรือต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าที่ต้องการ.
5. ความเสี่ยงด้านความรู้ (Knowledge Risk): การตัดสินใจผิดพลาดเพราะขาดข้อมูล ประสบการณ์ หรือเชื่อข่าวลือ.
6. ความเสี่ยงด้านอารมณ์ (Emotional Risk): ความโลภและความกลัวทำให้ตัดสินใจผิดพลาด แม้จะมีความรู้แล้วก็ตาม.
วิธีจัดการความเสี่ยงเบื้องต้น:
• ศึกษาหาความรู้: เข้าใจธุรกิจและปัจจัยที่กระทบราคาหุ้น.
• มีเงินออมก่อน: มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก่อนลงทุน.
• ลงทุนระยะยาว: มองเป็นการเติบโตระยะยาว ลดความผันผวนระยะสั้น.
• กระจายความเสี่ยง (Diversification): ลงทุนหลายๆ ตัว/หลายๆ อุตสาหกรรม.
• มีวินัย: ทำตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช้อารมณ์.
การลงทุนในหุ้นมีโอกาสทำกำไรสูง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องยอมรับและบริหารจัดการให้ดี.
การลดความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นทำได้หลายวิธี แต่ในคู่มือคัดกรองกองทุนและหุ้นที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงคำแนะนำจากผู้ผ่านการเล่นหุ้นมาก่อน โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนหน้าใหม่และเก่า เมื่อปฏิบัติตามก็จะไม่ขาดทุนในการเล่นหุ้น

ในภาพจะมีรูป Doji Star เตือน ก่อนหุ้นตกลงมาแรง เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นนั้นออกมาไม่ดี

Doji Star
Doji Star คือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน 3 แท่งที่บ่งบอกถึงการกลับตัวของแนวโน้มราคา โดยแท่งที่สองเป็น Doji (ราคาเปิด-ปิดใกล้กันมาก หรือเป็นรูปกากบาท) ซึ่งแสดงถึงความลังเลของตลาด และเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อหรือแรงขายใกล้หมดลง โดยมี 2 แบบหลักคือ Morning Doji Star (กลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น) และ Evening Doji Star (กลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง) ซึ่งให้สัญญาณที่แข็งแกร่งกว่ารูปแบบ Star ปกติ.
ส่วนประกอบและลักษณะ (3 แท่ง):
แท่งแรก: แท่งเทียนยาวตามแนวโน้มเดิม (เขียว/ขาวสำหรับขาขึ้น, แดง/ดำสำหรับขาลง).
แท่งที่สอง (Doji Star): แท่งเทียนขนาดเล็กมาก (Doji) ที่เปิด Gap (ช่องว่าง) ขึ้นหรือลงจากแท่งแรก แสดงถึงความลังเลและจุดเปลี่ยน.
แท่งที่สาม: แท่งเทียนยาวสวนทางกับแนวโน้มเดิม ปิดลึกเข้าไปในตัวเทียนแท่งแรก ยืนยันการกลับตัว.
ประเภท:
Morning Doji Star: เกิดขึ้นในแนวโน้มขาลง (Bearish) → กลับตัวเป็นขาขึ้น (Bullish).
Evening Doji Star: เกิดขึ้นในแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) → กลับตัวเป็นขาลง (Bearish).
ความสำคัญ:
เป็นรูปแบบการกลับตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อแท่งตรงกลางเป็น Doji เนื่องจากแสดงความไม่แน่นอนของตลาดที่ชัดเจน.
ช่วยให้นักเทรดเห็นโอกาสในการเข้าซื้อหรือขายเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศทาง.
|