- สินค้าโภคภัณฑ์: 7.5%
เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ลดความผันผวน (Volatility) และป้องกันผลขาดทุนจากการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรเศรษฐกิจ
แนวคิดการลงทุนของพี่เปี๊ยก แมงเม่าสำราญ ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ เน้นการผสมผสานการวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental) เพื่อเลือกหุ้นดี และใช้เทคนิค (Technical) ในการหาจังหวะซื้อขาย โดยเน้น "โฟกัส" หุ้นไม่กี่ตัวที่มั่นใจ, ไม่แนะนำให้ถือหุ้น IPO หุ้นใหญ่ที่ราคาไม่ค่อยวิ่ง และมองว่าหุ้นที่ราคาย่อตัวลงมามากเป็นโอกาสในการสะสม
แนวคิดสำคัญประกอบด้วย:
โฟกัสหุ้นน้อยตัว: เน้นวิเคราะห์และศึกษาหุ้นเพียงไม่กี่ตัวอย่างลึกซึ้ง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน
กลยุทธ์การลงทุน: มีการเลือกทั้งออมหุ้น (สะสม), เล่นหุ้นปันผล, และเล่นเก็งกำไร/เล่นรอบ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด
มุมมองต่อ IPO: แนะนำให้ระวัง IPO หุ้นใหญ่ที่มักไม่มีการเคลื่อนไหวของราคามากนัก
การบริหารจัดการเงิน (Money Management): แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนให้สมดุล เช่น การบริหารธุรกิจที่สมดุลสุด (ยกตัวอย่างสัดส่วน 36)
จังหวะเก็บหุ้น: หากเป็นหุ้นพื้นฐานดีแล้วราคาลดลงมามาก จะมองว่าเป็นโอกาสในการเก็บสะสม

ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์
พี่เปี๊ยกแบ่งหุ้นเป็นกลุ่มอื่นๆ เช่น หุ้นตัวตาม (หุ้นที่กำลังทดสอบจุดสูงสุดใหม่) และมีการแบ่งหุ้นออกเป็นชุดๆ A, B, C, D และ F
หุ้นชุด A ตามแนวทางของพี่เปี๊ยก แมงเม่าสำราญ (ณัฐวัตน์ อ้นรัตน์) หมายถึง หุ้นผู้นำตลาดหรือหุ้นตัวนำ (Leading Stock) ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 6 เดือน มีลักษณะเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับการเก็งกำไรโดยใช้กลยุทธ์ "ย่อซื้อ" (Buy on Dip) จนกว่าจะจบรอบ.
ลักษณะสำคัญของหุ้นชุด A:
หุ้นตัวนำ (Leader): เป็นหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 6 เดือน.
แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): เล่นเก็งกำไรในรอบขาขึ้นชัดเจน.
กลยุทธ์: เน้นซื้อเมื่อราคาย่อตัว (ย่อซื้อ) ไม่แนะนำให้ไล่ราคา.
ตัวอย่างหุ้น: ในอดีตเช่น ADVANC, AOT.

หุ้นชุด A
นอกจากหุ้นชุด A แล้ว พี่เปี๊ยกยังมีการแบ่งหุ้นเป็นกลุ่มอื่นๆ เช่น หุ้นตัวตาม (หุ้นที่กำลังทดสอบจุดสูงสุดใหม่) และมีการแบ่งหุ้นออกเป็นชุดๆ A, B, C, D และ F เพื่อให้เหมาะกับวิธีการเทคนิคที่แตกต่างกัน.
หุ้นชุด A แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ หุ้นตัวนำ นับหุ้นที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 6 เดือน
เล่นเก็งกำไรสนุก ย่อซื้อ ย่อซื้อ จนจบรอบขาขึ้น
ADVANC. AOT
หุ้นตัวตามด้านบน คือ หุ้นที่กำลังจะขึ้นทดสอบจุดสูง ในรอบ 6 เดือน มักจะทำกรอบ Sideway ก็เล่นเก็งกำไรได้
SCB PTTEP
นี่คือภาพรวมแนวโน้มตลาดหุ้นที่ผ่านมา และ หุ้นชุด A
หุ้นชุด B สไตล์แมงเม่าสำราญ โดยพี่เปี๊ยก เป็นแนวทางการคัดเลือกหุ้นที่เน้นความปลอดภัย มีปันผล หรือมีพื้นฐานรองรับ เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำกว่าการเก็งกำไรหุ้นชุด A โดยมักจะแบ่งเป็นหุ้นชุด B มือใหม่ และมือเก่า เพื่อความเหมาะสมของระดับประสบการณ์
ลักษณะหุ้นชุด B: เป็นหุ้นแนวปลอดภัย (Safe Zone) มีการเติบโตหรือปันผลดี ซึ่งเหมาะกับแนวทาง แมงเม่าสำราญ ของพี่เปี๊ยก
แนวทางการลงทุน: เน้นการลงทุนระยะยาวถึงกลาง ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้นจัด (High Risk-High Return)
การอัปเดตรายชื่อ: รายชื่อหุ้นชุด B อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาด ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดตามโพยหุ้นอัปเดตล่าสุดได้ทางเพจ Facebook "แมงเม่าสำราญ"

หุ้นชุด B
หุ้นชุด C โดยพี่เปี๊ยก ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ (เพจแมงเม่าสำราญ) คือการจัดกลุ่มหุ้นตามแนวทางการลงทุนและปัจจัยพื้นฐาน มักเป็นหุ้นที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีความน่าสนใจ หรือมีรอบการเล่นที่เฉพาะตัว โดยพี่เปี๊ยกจะแบ่งหุ้นออกเป็นชุด A, B, C, D, F เพื่อให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การเทคนิคที่แตกต่างกัน
ลักษณะหุ้นชุด C: ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มพื้นฐานปานกลางถึงดี หรือเป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงสร้างฐาน/กลับตัว มักใช้แนวทางทางเทคนิค (Technical Analysis) เป็นหลักในการตัดสินใจ
การเล่นหุ้นชุด C: มือเก๋ามักแนะให้เล่นตามรอบการวิเคราะห์กราฟ หุ้นกลุ่มนี้อาจไม่ได้วิ่งหวือหวาเท่าชุด B แต่เน้นการสร้างกำไรเป็นรอบๆ
คำแนะนำเพิ่มเติม: ควรติดตามข้อมูลการปรับรายชื่อหุ้นชุดต่างๆ ของเพจแมงเม่าสำราญในแต่ละไตรมาส เพราะหุ้นสามารถเปลี่ยนชุดได้ตามสภาพตลาดและปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อควรระวัง: การลงทุนหุ้นทุกกลุ่มมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้กราฟเทคนิคควบคู่กับการบริหารจัดการเงิน (Money Management) เสมอ

หุ้นชุด C
หุ้นชุด D โดยเพจแมงเม่าสำราญ (พี่เปี๊ยก) เป็นกลุ่มหุ้นที่จัดอยู่ในหมวด "ไม่ควรเล่น" หรือหุ้นที่มีลักษณะความเสี่ยงสูง ผันผวนหนัก และอาจเป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นขาลง
แนวทางการจัดกลุ่ม: หุ้นชุด D/F คือหุ้นที่เพจเตือนให้ระวังหรือไม่แนะนำให้ลงทุน
นิยาม: โดยทั่วไปมักเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานไม่แข็งแกร่ง ราคาเคลื่อนไหวแบบบ้าระห่ำ (เช่น หุ้นปั่น) ซึ่งต่างจากชุด A ที่เป็นหุ้นเน้นพื้นฐานหรือเทคนิคัลที่ดีกว่า
คำแนะนำ: ควรตรวจสอบรายชื่อล่าสุดจากเพจ แมงเม่าสำราญ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลอยู่เสมอ

หุ้นชุด D
ต้องขอขอบคุณพี่เปี๊ยก (แมงเม่าสำราญ) ที่ผู้จัดทำเวป ได้นำข้อมูลมาลงโดยไม่ได้บอกกล่าว หวังว่าคงอณุญาตินะครับ
คัมภีร์ลงทุนแบบ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบ VI ระดับตำนานของไทย ได้เล่าแนวคิด และวิธีการลงทุนผ่านสื่อต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา เป็นคัมภีร์ลงทุนแบบ ดร.นิเวศน์ ประจำปี 2025 ดังนี้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
30-30-30-10 กระจายพอร์ตหุ้นไทย หุ้นโลก หุ้นเวียดนาม
จากสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นไทยขาดแรงเติบโตชัดเจน ดร.นิเวศน์ได้ปรับพอร์ตการลงทุนของตนเองอย่างมีนัยสำคัญ โดยจัดพอร์ตออกเป็น 3 ส่วนหลักเท่าๆ กัน เปรียบเทียบกับโครงสร้างของทีมฟุตบอลที่มี “กองหลัง กองกลาง และกองหน้า”
1. หุ้นเวียดนาม 30% “กองหน้า” ที่เน้นการเติบโตระยะยาว
สัดส่วน 30% ของพอร์ตถูกจัดสรรไปยังตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว แม้จะมีความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่เวียดนามยังคงมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรที่อายุน้อย ฐานการผลิตที่แข่งขันได้ และแรงส่งจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนในระยะหลัง นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคภายในประเทศกำลังเติบโตในลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 จึงถูกจัดให้อยู่ในบทบาท “กองหน้า” ซึ่งมีหน้าที่หลักคือสร้างการเติบโตของมูลค่าพอร์ต
2. หุ้นโลก 30% “กองกลาง” ที่สร้างสมดุลและเชื่อมโยงโอกาส
อีก 30% ถูกจัดสรรไปยังการลงทุนในหุ้นโลก ผ่านกองทุนรวมและ DR ที่เข้าถึงบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น Microsoft, Apple, LVMH หรือแม้แต่ Alibaba การลงทุนส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากเศรษฐกิจไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมองหาความแข็งแกร่งจากโมเดลธุรกิจระดับโลก ความสามารถในการปรับตัวสูง และอัตราการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว หุ้นโลกในพอร์ตทำหน้าที่เสมือน “กองกลาง” ซึ่งคอยเชื่อมระหว่างความมั่นคงกับการเติบโต
3. หุ้นไทย 30% “กองหลัง” ที่เน้นความมั่นคงและรายได้ประจำ
แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยขาดแรงส่งเชิงโครงสร้าง แต่พอร์ตยังคงถือหุ้นไทยในสัดส่วน 30% โดยเน้นไปที่หุ้นปันผลมั่นคง กลุ่มสาธารณูปโภค ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และธุรกิจที่ยังมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ จุดประสงค์หลักของการถือหุ้นไทยไม่ใช่เพื่อหวังการเติบโตเชิงราคาหุ้น แต่เพื่อให้เป็น “กองหลัง” ของพอร์ต คือช่วยลดความผันผวน รับรายได้ประจำ และรักษาสภาพคล่องในภาพรวม
4. เงินสด 10% กันชนในวันที่ตลาดผันผวน
นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มหลัก ยังมีการกันเงินสดไว้อีก 10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นกันชนในช่วงตลาดมีความผันผวนสูง หรือเก็บไว้รอโอกาสลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม การถือเงินสดยังช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด
สูตร 5-5-5-5 กลยุทธ์การลงทุนที่มั่นคงในยุคที่ไม่มี Growth
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.นิเวศน์ ยังมี “สูตร” ลงทุนหุ้นที่จะ “เอาตัวรอด” ในภาวะที่ตลาดหุ้นซบเซาและดัชนีปรับตัวลงตอเนื่อง เป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาวได้อย่างมั่นคง แม้ในสภาวะที่ไม่มี Growth
นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด “สูตร 5-5-5-5” ที่เน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ความอดทน และการทบต้นที่ทรงพลัง แทนการไล่ล่าหุ้นเติบโตที่ไม่มีอยู่จริงในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม
“สูตร 5-5-5-5” นี้ประกอบไปด้วย
- 5% ปันผลจากกำไรปกติ
หัวใจของสูตรนี้คือการคัดเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีจาก “กำไรปกติ” ของบริษัท ไม่ใช่จากกำไรพิเศษหรือรายการชั่วคราว หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีฐานธุรกิจมั่นคง รายได้สม่ำเสมอ เช่น กลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม สาธารณูปโภค หรือ REITs ที่มีรายได้ค่าเช่าประจำ
- ปันผลต่อเนื่อง 5 ปี
นักลงทุนต้องมั่นใจว่า ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า บริษัทนั้นจะยังสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ตกต่ำหรือหายไป ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว และความมีเสถียรภาพของอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินงานอยู่
- ลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 5 ตัว จาก 5 อุตสาหกรรม
เพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนควรเลือกหุ้นอย่างน้อย 5 ตัวที่มาจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน เช่น การเงิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ค้าปลีก และสุขภาพ การกระจายเช่นนี้จะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน
- ถือยาวอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้เห็นผลทบต้น
การลงทุนแบบปันผลต้องใช้ระยะเวลาในการออกดอกออกผล ไม่สามารถวัดความสำเร็จได้ภายในปีเดียว การถือครองระยะยาวจะทำให้เงินปันผลสะสมทบต้น และเมื่อราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจหรือแนวโน้มตลาด ก็จะเป็นผลตอบแทนเพิ่มเติมจากเงินต้นอีกทางหนึ่ง
ในยุคที่หุ้นเติบโตกลายเป็นของหายาก และตลาดทุนไทยอยู่ในโหมดนิ่งมานาน นักลงทุนจึงไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนแบบเดิมได้อีกต่อไป ดร.นิเวศน์ จึงเสนอให้เปลี่ยนกรอบความคิดจาก “หาโอกาสจากวิกฤต” มาเป็น “การเอาตัวรอดในโครงสร้างที่ไม่เอื้อ” ผ่านสูตร 5-5-5-5 และการจัดพอร์ตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่
(ที่มา : https://www.finnomena.com/jiratti/niwes-vi-2025/)
กระทรวง จารุศิระ (ซัน)
ผู้ก่อตั้ง Super Trader Republic สถาบันสอนการลงทุนแห่งแรกของเมืองไทย Investment Academy เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเงินการลงทุนแห่งแรกของเมืองไทย ที่ต้องการพัฒนาทักษะการลงทุนของคนไทย ให้สามารถลงทุนได้อย่างถูกต้อง และสร้างผลตอบแทนได้ เพื่อพัฒนาสู่รายได้เสริม รายได้หลัก เพราะการลงทุน อยู่ในทุกช่วงของชีวิต เพียงแค่คุณพร้อมเรียนรู้ เรายินดีดูแล ให้ความรู้ เพื่อพัฒนาอย่างเป็นระบบ จาก COACH ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในตลาดหุ้น มุ่งสู่สังคมการลงทุนอย่างยั่งยืน

กระทรวง จารุศิระ (ซัน)
ตลาดหุ้นไทยกลับตัวเป็นขาขึ้นโดยสมบูรณ์แบบแล้ว โดยกำลังมุ่งหน้าสู่แนวต้านต่อไปที่ประมาณ 1,500 จุด บันทึกเทปวันที่ 11/02/2569, (ที่มา: สูตรลงทุน หุ้นใหญ่ VS หุ้นเล็ก)
ปัจจัยอะไรที่ "ฆ่า" นักลงทุน?
ปัจจัยอะไรที่ฆ่านักลงทุนได้มากที่สุด คือ "ความเชื่อมั่น"
1. คำพูดของผู้บริหารที่ไม่พูดเรื่องจริง
2. เชื่องบการเงิน (ตบแต่งก็เยอะ)
3. เชื่อเงินปันผล เพระเงินปันปลสูง
ปัจจัยที่ทำให้อยู่รอดที่สุด สำหรับการอยู่ในตลาดหุ้น
ไม่สู้ในสงครามที่ "ไม่ชนะ" จุดซื้อ จุด stoploss จุดขายต้องได้เปรียบมากกว่า 3-4 เท่าขึ้นไป ดูโดยใช้กราฟเทคนิค ในเรื่องของ เทรน - แนวรับ แนวต้าน ไม่สู้ในสงครามที่ผมพ่ายแพ้และไม่วางตัวเองในจุดที่ "เสียเปรียบ"
“ตลาดหุ้นไม่หมู…คนที่ฆ่าคุณ อาจเป็นคนใกล้ตัว”
มีเทคนิคในการเกมอย่างไร ?
หุ้นมีเทรนด์ 7 แบบ
1. เทรนด์ "หุ้นขาขี้น" "Super bullish" ลงนิดเดียวแล้วขึ้นแรง
2. เทรนด์ "หุ้นอัพเทรนด์" (uptrend) ขี้น ย่อพัก ขึ้นต่อ ไม่เคยทำ low ใหม่ และทำ High ใหม่
3. เทรนด์ "หุ้น Sideway แบบ Volatility" ออกข้าง มีกรอบแนวรับที่ชัดเจน ซื้อแนวรับ ขายแนวต้าน
4. เทรนด์ "หุ้น Sideway แบบไม่มี Volatility" ออกข้าง แต่ขยี้อยู่จุดใกลๆ กัน เป็นช่วงรอจังหวะว่าจะเลือกทางไหนก่อน
5. เทรนด์ "หุ้นขาลง ต้มกบ" คือลงๆ มาคิดว่าจะเด้งคิดว่าจะกลับตัวเด้งขึ้นไป แต่สุดท้ายหลุด Low (ที่เจอมา 3 ปี 2566-2568) ตลาดแบบนี้นักลงทุนติหุ้นมากที่สุด เล่นยากมากที่สุด
6. เทรนด์ "หุ้นตลาดพัง" ก็คือช่วงโควิต ลงแบบเทกระจาด
7. เทรนด์ "หุ้นเปิด-ปิดกระโดด" เดาทางยาก จะไม่เล่น
บางครั้งการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง คนส่วนใหญ่จะเข้าตอนตลาดมันดี และออกตอนที่ตลาดแย่ เพราะฉนั้น เขาจะซื้อถูกเสมอ คนส่วนใหญ่ขาดทุนเพราะเข้ามาตอนตลาดมันดี และออกไปตอนที่ตลาดแย่ และจะกลับเข้ามาอีกที่ตอนที่ตลาดมันดี ก็ติดดอย