1. การตั้งค่าใน Streaming 1.1 การตั้งค่า RSI ใน Streaming (เช่น TradeMaster) ทำได้โดยเปิดกราฟราคา เลือกเมนู Indicators แล้วเลือก RSI จากหมวด Momentum จากนั้นปรับค่าที่ต้องการ เช่น "Period" (ค่ามาตรฐานคือ 14 วัน) และระดับ "Overbought/Oversold" (ปกติคือ 70/30) เพื่อให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณ {3, 7}. ขั้นตอนการตั้งค่า RSI ในโปรแกรม TradeMaster (ตัวอย่าง) เปิดโปรแกรม: เข้าสู่ระบบ โปรแกรม TradeMaster ที่คุณใช้. เปิดกราฟ: ไปที่เมนู Chart และเลือก Auto Chart หรือเปิดกราฟราคาที่ต้องการ. เพิ่ม Indicator: คลิกที่เมนู Indicators. เลือก RSI: เลือก "Momentum Indicator" แล้วเลือก "RSI". ปรับแต่งค่า: - Period: ค่ามาตรฐานคือ 14 (ใช้ข้อมูล 14 วัน) หากต้องการให้ Sensitive มากขึ้น (สัญญาณถี่ขึ้น) ลดค่า, หากต้องการความแม่นยำขึ้น (สัญญาณน้อยลง) เพิ่มค่า. - Overbought (OB): ค่ามาตรฐานคือ 70 (เกินจุดนี้ถือว่าซื้อมากไป). - Oversold (OS): ค่ามาตรฐานคือ 30 (ต่ำกว่าจุดนี้ถือว่าขายมากไป). หลักการตั้งค่า - เทรดเดอร์ระยะสั้น: อาจปรับ Period ให้สั้นลง (เช่น 9) เพื่อให้เกิดสัญญาณเร็วขึ้น. - เทรดเดอร์ระยะยาว: อาจปรับ Period ให้ยาวขึ้น (เช่น 20-25) เพื่อกรองสัญญาณรบกวน. สิ่งที่ต้องจำ - RSI ช่วยดู "แรงซื้อแรงขาย" ของหุ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ค่าสูง (เกิน 70) คือ Overbought (ซื้อมากไป) และค่าต่ำ (ต่ำกว่า 30) คือ Oversold (ขายมากไป). - การปรับค่า Period และระดับ OB/OS ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัวและสไตล์การเทรดของคุณเอง. สูตรคำนวณที่ใช้ ผลรวม : =SUM(C5+D5) ซึ่ง C5 Maket Value, D5 Line Avallable กำไร/ขาดทุน : =SUM(E6-E5) ซึ่ง E6 กำไร/ขาดทุนของวันนี้, E5 กำไร/ขาดทุนของวันทำการที่ผ่านมา
ขั้นตอนการตั้งค่า RSI ในโปรแกรม TradeMaster (ตัวอย่าง) เปิดโปรแกรม: เข้าสู่ระบบ โปรแกรม TradeMaster ที่คุณใช้. เปิดกราฟ: ไปที่เมนู Chart และเลือก Auto Chart หรือเปิดกราฟราคาที่ต้องการ. เพิ่ม Indicator: คลิกที่เมนู Indicators. เลือก RSI: เลือก "Momentum Indicator" แล้วเลือก "RSI".
ปรับแต่งค่า: - Period: ค่ามาตรฐานคือ 14 (ใช้ข้อมูล 14 วัน) หากต้องการให้ Sensitive มากขึ้น (สัญญาณถี่ขึ้น) ลดค่า, หากต้องการความแม่นยำขึ้น (สัญญาณน้อยลง) เพิ่มค่า. - Overbought (OB): ค่ามาตรฐานคือ 70 (เกินจุดนี้ถือว่าซื้อมากไป). - Oversold (OS): ค่ามาตรฐานคือ 30 (ต่ำกว่าจุดนี้ถือว่าขายมากไป).
หลักการตั้งค่า - เทรดเดอร์ระยะสั้น: อาจปรับ Period ให้สั้นลง (เช่น 9) เพื่อให้เกิดสัญญาณเร็วขึ้น. - เทรดเดอร์ระยะยาว: อาจปรับ Period ให้ยาวขึ้น (เช่น 20-25) เพื่อกรองสัญญาณรบกวน.
สิ่งที่ต้องจำ - RSI ช่วยดู "แรงซื้อแรงขาย" ของหุ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ค่าสูง (เกิน 70) คือ Overbought (ซื้อมากไป) และค่าต่ำ (ต่ำกว่า 30) คือ Oversold (ขายมากไป). - การปรับค่า Period และระดับ OB/OS ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัวและสไตล์การเทรดของคุณเอง.
สูตรคำนวณที่ใช้ ผลรวม : =SUM(C5+D5) ซึ่ง C5 Maket Value, D5 Line Avallable กำไร/ขาดทุน : =SUM(E6-E5) ซึ่ง E6 กำไร/ขาดทุนของวันนี้, E5 กำไร/ขาดทุนของวันทำการที่ผ่านมา
1.2 การตั้งค่า EMA (Exponential Moving Average) ในโปรแกรม Streaming ทำได้โดยเปิดกราฟหุ้นที่ต้องการ, เข้าไปที่เมนูเครื่องมืออินดิเคเตอร์ (มักเป็นรูปกราฟเส้น), เลือก "Moving Average" แล้วเปลี่ยน "Method" ให้เป็น "Exponential" จากนั้นตั้งค่า "Period" (ระยะเวลา เช่น 10, 20, 50, 200 วัน) และสีของเส้นตามต้องการ เพื่อดูแนวโน้มราคาหุ้น.
ขั้นตอนการตั้งค่า EMA ใน Streaming (โดยทั่วไป): เปิดกราฟ: เข้าสู่โปรแกรม Streaming (ผ่านแอปฯ หรือ PC) และเปิดกราฟของหุ้นที่คุณสนใจ. เพิ่มอินดิเคเตอร์: มองหาไอคอนเครื่องมืออินดิเคเตอร์ (มักเป็นรูปกราฟแท่ง/เส้น หรือมีคำว่า Indicator) แล้วคลิกเลือก. เลือก Moving Average: ในรายการอินดิเคเตอร์ ให้เลือก "Moving Average" (MA). เปลี่ยนเป็น EMA: ในหน้าต่างตั้งค่าของ Moving Average ให้หาช่อง "Method" (วิธีการ) แล้วเปลี่ยนจาก Simple เป็น "Exponential" (EMA). ตั้งค่าระยะเวลา (Period): ในช่อง "Period" (ระยะเวลา) ให้ใส่จำนวนวันตามที่ต้องการใช้ (เช่น 10, 20, 50, 200). ตั้งค่าสีและเส้น (Optional): เลือกสีเส้น และลักษณะเส้น (เช่น เส้นทึบ, เส้นประ) เพื่อให้เห็นชัดเจน. กด OK/Apply: กดปุ่ม "OK" หรือ "Apply" เพื่อให้เส้น EMA ปรากฏบนกราฟ.
ตัวอย่างการใช้งาน EMA: EMA 50/200 (Golden Cross/Death Cross): เส้น EMA 50 วัน ตัดขึ้นเหนือเส้น EMA 200 วัน (Golden Cross) เป็นสัญญาณซื้อ และตัดลงใต้เส้น EMA 200 วัน (Death Cross) เป็นสัญญาณขาย. EMA 200: ใช้ดูแนวโน้มหลัก ถ้าเส้นราคาอยู่เหนือ EMA 200 ถือเป็นขาขึ้น, อยู่ใต้เส้นถือเป็นขาลง.
ดังตัวอย่างในรูปที่ 5.1 ด้านบน
การตั้งค่าใน TradingView 2.1 การตั้งค่า EMA ใน TradingView ทำได้โดยเปิดกราฟ, ไปที่เมนู Indicators (fx) > Moving Average > เลือก Moving Average Exponential (EMA) จากนั้นปรับค่า 'Length' (จำนวนแท่งเทียน) และเปลี่ยน 'Source' (แหล่งข้อมูลราคา) ตามต้องการ เพื่อใช้ดูแนวโน้ม, สัญญาณซื้อขาย (Cross Over) หรือใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น.
ขั้นตอนการตั้งค่า EMA ใน TradingView: เปิดกราฟ: เข้าสู่กราฟราคาที่คุณต้องการใน TradingView. หาเมนู Indicators: มองหาไอคอน "fx" หรือ "Indicators" (กราฟเส้น) บนแถบเครื่องมือของกราฟ. เลือก EMA: คลิกที่ "fx Indicators". ค้นหาในช่องค้นหา หรือไปที่ Built-ins (ฟังก์ชันพื้นฐาน). เลือก Moving Average Exponential (EMA).
ตั้งค่า EMA: หลังจากเพิ่ม EMA เข้ามาแล้ว, คลิกที่ไอคอนรูปเฟือง (Settings) ที่อยู่ข้างชื่อ EMA บนกราฟ. Length (ความยาว): ตั้งค่าจำนวนแท่งเทียน (เช่น 9, 20, 50, 200) เพื่อกำหนดระยะเวลาของเส้นค่าเฉลี่ย. Source (แหล่งข้อมูล): โดยทั่วไปคือ 'Close' (ราคาปิด), แต่สามารถเปลี่ยนเป็น 'Open', 'High', 'Low' หรือ 'HL/2' ได้. Style (สไตล์): ปรับสี, ความหนาของเส้น เพื่อให้มองเห็นชัดเจน.
การเลือกค่า EMA ที่นิยมใช้: ระยะสั้น: EMA 9, 10, 20 (เร็ว, ตามราคาใกล้ชิด). ระยะกลาง: EMA 20, 25, 50 (บอกแนวโน้มกลางๆ). ระยะยาว: EMA 100, 200 (บอกแนวโน้มใหญ่, เทรนด์หลัก).
การใช้งานเบื้องต้น: สัญญาณซื้อ: เส้น EMA ระยะสั้นตัดขึ้นเหนือเส้น EMA ระยะยาว. สัญญาณขาย: เส้น EMA ระยะสั้นตัดลงใต้เส้น EMA ระยะยาว. แนวรับ/แนวต้าน: ใช้เส้น EMA เป็นแนวรับเมื่อราคาย่อลงมาแล้วเด้งกลับ หรือเป็นแนวต้านเมื่อราคาขึ้นไปแล้วกลับตัวลง.
ขั้นตอนการตั้งค่า SMA ใน TradingView: เปิดกราฟ: เข้าสู่หน้ากราฟ TradingView ของสินทรัพย์ที่ต้องการวิเคราะห์.
เพิ่มอินดิเคเตอร์: คลิกที่ปุ่ม "Indicators" (อินดิเคเตอร์) บนแถบเครื่องมือด้านบน. พิมพ์คำว่า "SMA" หรือ "Simple Moving Average" (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย) ในช่องค้นหา. คลิกเลือก "Simple Moving Average" เพื่อเพิ่มเข้ากราฟ.
ปรับแต่งค่า (Settings): คลิกที่ ไอคอนรูปเฟือง (⚙️) ที่อยู่ข้างชื่ออินดิเคเตอร์ SMA บนกราฟ (หรือแถบเมนูด้านบน). ในหน้าต่าง Settings, ไปที่แท็บ "Inputs" (ข้อมูลเข้า). ปรับค่า "Length" (ความยาว): คือจำนวนแท่งเทียน (Periods) ที่ใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ย (เช่น 14, 50, 200) ค่าที่น้อยจะทำให้เส้นเร็ว, ค่ามากจะทำให้เส้นช้า. เลือก "Source" (แหล่งข้อมูล): โดยทั่วไปนิยมใช้ 'Close' (ราคาปิด) แต่สามารถเลือกราคาอื่นได้ เช่น Open, High, Low. ไปที่แท็บ "Style" (สไตล์) เพื่อเปลี่ยนสี, ความหนาของเส้น.
การใช้งาน: เส้น SMA จะปรากฏบนกราฟ บอกค่าเฉลี่ยราคาในช่วงที่กำหนด ช่วยให้มองเห็นแนวโน้มของราคาได้ง่ายขึ้น. ตัวอย่างค่าที่นิยมใช้: - ระยะสั้น (Short-term): SMA 5, 10, 20 (ดูการกลับตัวเร็ว). - ระยะกลาง (Medium-term): SMA 50 (แนวโน้มกลาง). - ระยะยาว (Long-term): SMA 200 (แนวโน้มใหญ่, "เส้นนรก-สวรรค์").
3. การตั้งค่า eFin StockPickUp หลักๆ คือการ ติดตั้งโปรแกรมผ่านเว็บโบรกเกer (เช่น บัวหลวง, Pi Financial), การตั้งค่าส่วนขยาย Chrome (Clickonce Remix) ให้โปรแกรมทำงานได้, และ การตั้งค่าภายในโปรแกรม สำหรับดูกราฟ เช่น เพิ่มอินดิเคเตอร์ (EMA, MACD), ตั้งค่าสี, และสร้าง Template. เริ่มต้นด้วยการเข้าเว็บโบรกเกอร์ แล้วหาเมนูดาวน์โหลดติดตั้ง จากนั้นแก้ไขปัญหา Pop-up และส่วนขยายใน Chrome ถ้าจำเป็น แล้วค่อยเข้าโปรแกรมเพื่อปรับแต่งกราฟและตั้งค่าตามต้องการ. 3.1 การติดตั้งและการเข้าใช้งาน (ครั้งแรก) เข้าสู่ระบบโบรกเกอร์: Log in เข้าเว็บไซต์โบรกเกอร์ของคุณ (เช่น Bualuang, Pi Financial).
ดาวน์โหลดและติดตั้ง: คลิกที่เมนู "efin" (หรือ eFinanceThai) แล้วเลือกดาวน์โหลดติดตั้งไฟล์ Launcher และโปรแกรม StockPickUp. แก้ไขปัญหา Chrome (ถ้าโปรแกรมเปิดไม่ได้): ไปที่ Settings (จุดสามจุด) > Site settings > Pop-ups and redirects > อนุญาต (Allowed). ไปที่ Extensions (ส่วนขยาย) > เปิด Chrome Web Store > ค้นหา "Clickonce Remix" > เพิ่มส่วนขยาย. เปิดโปรแกรม: เมื่อติดตั้งเสร็จ กด Start และเปิดโปรแกรม eFin StockPickUp อาจต้องกด "Open" หรือ "Allow" ที่ Pop-up ด้านล่าง. 3.2 การตั้งค่าพื้นฐานในโปรแกรม (ดูและวิเคราะห์หุ้น) ตั้งค่า Template กราฟ: สร้างรูปแบบกราฟที่ชอบ เช่น เปลี่ยนสีพื้นหลัง, สีแท่งเทียน, ฟอนต์. เพิ่มอินดิเคเตอร์ (Indicators): ไปที่เมนู Indicators (เช่น EMA, MACD, RSI, STO) แล้วตั้งค่า Period และสีที่ต้องการ.
ตั้งค่า Chart Properties: ปรับแกน X, Y, ล็อกสเกลกราฟ และเปลี่ยน Time Frame (เช่น 1 วัน, 1 สัปดาห์). ใช้เมนู @scan: สำหรับการสแกนหุ้นตามเงื่อนไขต่างๆ เช่น กำไรเติบโต (Net Profit Growth). บันทึก Template: ตั้งค่าเสร็จแล้วให้บันทึก Template ไว้ เพื่อให้โหลดใช้งานครั้งต่อไปได้ง่าย. 3.3 การตั้งค่าสำหรับมือถือ (efin Anywhere) ดาวน์โหลด Parallels Client จาก App Store/Play Store. เพิ่ม Connection: ตั้งค่า Name, Primary Server (cloud.efinancethai.com), Port (89), Username และ Password ที่ได้รับจากโบรกเกอร์.
ในรูปจะเห็นก้นเมฆสีเขียวและสีแดง เรียกว่า "Ichimoku Cloud" Ichimoku Cloud (อิชิโมกุ คลาวด์) คือ อินดิเคเตอร์กราฟเทคนิคที่ครอบคลุมในตัวเดียว ใช้ดูแนวโน้ม (Trend), โมเมนตัม (Momentum) และหาแนวรับ-แนวต้าน (Support/Resistance) ในตลาดการเงิน โดยมี “เมฆ (Cloud)” ที่เกิดจากเส้น 5 เส้นหลัก สร้างภาพรวมตลาด "มองแว๊บเดียวก็รู้" ทำให้เทรดเดอร์เห็นทิศทางตลาดทั้งปัจจุบันและอนาคต (Forward-looking) เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อ-ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
ส่วนประกอบหลักของ Ichimoku Cloud: Tenkan-sen (Conversion Line): เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (9 ช่วง) Kijun-sen (Base Line): เส้นค่าเฉลี่ยระยะกลาง (26 ช่วง) Senkou Span A (Leading Span A): ค่าเฉลี่ย Tenkan-sen + Kijun-sen, ถูกเลื่อนไปข้างหน้า 26 ช่วง Senkou Span B (Leading Span B): ค่าเฉลี่ยสูงสุด-ต่ำสุด 52 ช่วง, ถูกเลื่อนไปข้างหน้า 26 ช่วง Chikou Span (Lagging Span): ราคาปิดปัจจุบัน ย้อนหลังไป 26 ช่วง
เมฆ (Cloud / Kumo): เกิดจากเส้น Senkou Span A และ B เมื่อรวมกันเป็นพื้นที่สี (เขียว/แดง) แสดงถึงแนวรับ-แนวต้านและโมเมนตัม. - เมฆเขียว (Senkou A อยู่เหนือ Senkou B): บ่งบอกแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) และผู้ซื้อมีอำนาจ. - เมฆแดง (Senkou B อยู่เหนือ Senkou A): บ่งบอกแนวโน้มขาลง (Bearish) และผู้ขายมีอำนาจ.
การใช้งานเบื้องต้น หาแนวโน้ม: ราคาอยู่เหนือเมฆ (เขียว) คือขาขึ้น, ต่ำกว่าเมฆ (แดง) คือขาลง. หาจังหวะเข้าซื้อ-ขาย: เมื่อ Tenkan-sen ตัด Kijun-sen (ขึ้น = ซื้อ, ลง = ขาย) หรือเมื่อราคาตัดผ่านเมฆ. หาแนวรับ-แนวต้าน: แนวขอบเมฆ (Senkou Span A/B) และเส้น Kijun-sen เป็นแนวรับ/ต้านสำคัญ.
สรุปจุดเด่น ครบวงจร: บอกทั้งแนวโน้ม, โมเมนตัม, แนวรับ-ต้าน และสัญญาณเทรดในตัวเดียว. มองอนาคต: มีส่วนที่ยื่นไปในอนาคต (เมฆ) ทำให้เห็นภาพรวมก่อน. ใช้ได้ทุก Timeframe: เหมาะทั้งระยะสั้นและระยะยาว.
การใช้ Ichimoku Cloud คือการวิเคราะห์แนวโน้ม ราคา (เหนือ/ใต้เมฆ) และหาจุดเข้าเทรดโดยดูจากเส้นตัดกัน (Tenkan-sen ตัด Kijun-sen) โดยใช้ Cloud (Kumo) เป็นแนวรับ/ต้านและยืนยันแนวโน้ม (เมฆเขียว/แดง) ซึ่งหลักๆ จะหาแนวโน้มขาขึ้นเมื่อ ราคา > เมฆ (เขียว) และหา Tenkan ตัด Kijun ขึ้น หรือขาลงเมื่อ ราคา < เมฆ (แดง) และหา Tenkan ตัด Kijun ลง.
องค์ประกอบหลักและการใช้งาน แนวโน้ม (Trend): - ขาขึ้น: ราคาอยู่ เหนือ ก้อนเมฆ (Kumo) และเมฆเป็น สีเขียว (Senkou Span A ตัด B ขึ้น). - ขาลง: ราคาอยู่ ใต้ ก้อนเมฆ และเมฆเป็น สีแดง (Senkou Span A ตัด B ลง).
เส้นหลัก (Signals): Tenkan-sen (เส้นแปลง) ตัด Kijun-sen (เส้นฐาน) ขึ้น: สัญญาณซื้อ (Buy Signal). Tenkan-sen ตัด Kijun-sen ลง: สัญญาณขาย (Sell Signal).
การยืนยัน (Confirmation): เน้นเทรดตามแนวโน้มหลัก (Price, Tenkan, Kijun, Cloud). สัญญาณซื้อขายจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อสอดคล้องกับทิศทางเมฆ. Chikou Span (เส้นล่าช้า): ตัดผ่านราคาในอดีต อาจใช้ยืนยันการกลับตัว.
สรุปวิธีเทรดเบื้องต้น กำหนดแนวโน้มหลัก: ดูที่สีและความสัมพันธ์ของก้อนเมฆ (Kumo). หาจุดเข้า: รอเส้น Tenkan-sen ตัดกับ Kijun-sen (ขึ้น for Buy, ลง for Sell) โดยให้จุดตัดเกิดขึ้น ในทิศทางเดียวกับแนวโน้ม (เช่น เทรนด์ขาขึ้น รอ Tenkan ตัด Kijun ขึ้น). ใช้เมฆเป็นแนวรับ/ต้าน: เมื่อราคาพยายามทะลุเมฆ สามารถใช้ขอบบนล่างของเมฆเป็นแนวรับ (Support) หรือแนวต้าน (Resistance) ได้.
การตั้งค่าเริ่มต้น ค่าเริ่มต้นที่นิยมคือ 9-26-52 (Tenkan-sen, Kijun-sen, Senkou Span B) ซึ่งสามารถปรับได้ แต่ควรให้ค่า Tenkan < Kijun < Senkou Span B.
การตั้งค่าซื้อขายใน Ichimoku Cloud คือการใช้สัญญาณจากเส้นหลัก 5 เส้น (Tenkan-sen, Kijun-sen, Senkou Span A, Senkou Span B, และ Chikou Span) โดยสัญญาณซื้อมักเกิดเมื่อ Tenkan-sen ตัดขึ้นเหนือ Kijun-sen และราคาอยู่เหนือเมฆ (Cloud) หรือสัญญาณขายเมื่อตัดลง และราคาอยู่ใต้เมฆ พร้อมใช้เมฆเป็นแนวรับ/แนวต้าน และใช้ Chikou Span ยืนยันแนวโน้ม โดยค่าเริ่มต้นที่นิยมคือ (9, 26, 52).
ใช้ TRADEMAN คู่กับ Ichimoku Cloud (AI Trader 10) การใช้โปรแกรม Trademan ค้นหาหุ้นที่ "ถูกตัว ถูกเวลา ราคาเหมาะสม“ เช่น KBANK ( รูป 10/1 ) แล้วใช้โปรแกรม efin StockPickup เปิด Graph บนช่องว่างซ้ายบนสุด พิมพ์ .ICHIMOKU แล้ว ENTER จะได้กราฟเมฆหมอกหรือ Ichimoku Cloud เห็นก้อนเมฆเป็นสีเขียวและเมฆแดง ( รูป 10/2 ) บนช่องว่างซ้ายบนสุด พิมพ์ KBANK แล้ว ENTER จะได้กราฟเมฆหมอก ( รูป 10/3 ) ในการซื้อขายให้ดูแท่งเทียนสีอะไร และดู RSI ประกอบด้วย เช่น Oversold (RSI < 30 ) / Overbought (RSI > 70) โดย: "ราคาอยู่เหนือเมฆเขียว พิจารณาเป็นเทรนด์ขาขึ้น" และ "ราคาอยู่ใต้เมฆแดง พิจารณาเป็นเทรนด์ขาลง" ------------------------------------ ดูทั้งหมดที่: https://stocks-search.com https://stocks-search.com/ai2025.html
กลยุทธ์เทรนด์หุ้นโดยใช้ Ichimoku Cloud (AI Trader 9) กราฟเมฆหมอกหรือ Ichimoku Cloud ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือวิเคราะห์หุ้นแนว Technical Analysis ที่พึ่งมาได้รับความสนใจไม่น้อยจากนักลงทุนไทย โดยจะซื้อหุ้นเมื่อราคาปิดอยู่เหนือก้อนเมฆ (Kumo) และขายเมื่อราคาหุ้นนั้นปิดต่ำกว่าก้อนเมฆ จุดเข้าซื้อ (Entry) : - เมฆต้องเป็นรูปแบบ Bullish (ก้อนเมฆเป็นสีเขียว) จุดขาย (Exit) : -ราคาปิดอยู่ใต้ก้อนเมฆ โดย "ราคาอยู่เหนือเมฆเขียว พิจราณาเป็นเทรนด์ขาขึ้น" "ราคาอยู่ใต้เมฆแดง พิจราณาเป็นเทรนด์ขาลง"
TRADEMAN แพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้น (AI Trader 7) ค้นหาหุ้นที่ "ถูกตัว ถูกเวลา ราคาเหมาะสม" ติดตามหุ้นที่คุณสนใจได้ทันที ส่ง SMS แจ้งสถานการณ์หุ้นก่อนเปิดตลาด จนถึงปิดตลาด ซื้อขายเข้าเบอร์มือถือที่ลงทะเบียนไว้ เมนู Scan สแกนหาหุ้นพื้นฐาน และหุ้นเทคนิค ช่วยวิเคราะห์หุ้นให้เห็นทุกจังหวะ ซื้อ-ถือ-ขาย ด้วยข้อมูลที่ครบครันและเจาะลึกเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ถูกต้อง
efin StockPickUp โปรแกรมที่ใช้งานบนคอมพิวเตอร์ (PC) สำหรับช่วยวิเคราะห์ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นและอนุพันธ์ โดยมีฟังชั่นที่สำคัญแบ่งเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ ดีงนี้ การวิเคราะห์ด้วยกราฟเทคนิค ซึ่งมี Indicator มากกว่า 130 ชนิดรวมถึงมี Indicator ที่มีเฉพาะที่เราที่เดียวเป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง ข่าวสารด้านการลงทุนที่ถูกนำเสนอโดยสำนักข่าวคุณภาพ efinanceThai รวมถึงระบบค้นหาข่าวย้อนหลังได้สูงสุดถึง 1 ปี การนำข้อมูลด้านปัจจัยพื้นฐานมานำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย รวมไปถึงนำไปประยุกต์กับเครื่องมือค้นหาหุ้น ที่จะช่วยให้นักลงทุน ค้นหาหุ้นที่ต้องการ ใช้ได้ไม่ยากทั้งหุ้นที่ควรซื้อ และ หุ้นที่ควรขาย การนำข้อมูลสถิติด้านการซื้อขายที่เกิดขึ้นมาสร้างเป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยให้แง่คิดในมุมต่างๆ ทั้งการเก็งกำไร หรือ การลงทุนระยะยาว Alert Setting : https://www.efinancethai.com/.../Alert_Settings_2012.htm...
ใช้ “Settrade App” หรือ “Settrade Application” เพื่อดู ข้อมูลบริษัท ราคาย้อนหลัง ข้อมูลทางการเงิน สิทธิประโยชน์ งบการเงิน งบกำไรขาดทุน ฐานะการเงิน ข้อมูลสิทธิประโยชน์ --> วันขึ้น XD เงินปันผล (บาท / หุ้น) วันจ่ายปันผล
การใช้โปรแกรม TradingView แพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนเทรดเดอร์และนักลงทุนด้วยเครื่องมือมากมาย ที่นักลงทุนใช้พิจารณาเพื่อ ซื้อ-ขาย หุ้น ในภาวะ “ซื้อมากเกินไป (Overbought)” และ ภาวะ “ขายมากเกินไป (Oversold)” หมายถึง ภาวะ “ซื้อมากเกินไป (Overbought)” หมายถึง ราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อ ทำให้หุ้นมีราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นออกมา ภาวะ “ขายมากเกินไป (Oversold)” หมายถึง ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงจากแรงขาย ทำให้หุ้นมีราคาที่ถูกลง จึงมักมีแรงซื้อหุ้นเข้ามา