เปิด Long
การเปิดสถานะ Long ในการลงทุนและการเทรด คือการ ซื้อสินทรัพย์ (เช่น หุ้น, Forex, คริปโต) โดยคาดการณ์ว่าราคาจะ ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อทำกำไรจากการขายในราคาที่แพงกว่าเดิม เปรียบเหมือนการซื้อมาเก็บไว้แล้วรอขายเมื่อราคามีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับนักเทรดมือใหม่ที่มองหาโอกาสในตลาดขาขึ้น.
หลักการทำงาน:
1. คาดการณ์:
คุณเชื่อมั่นว่าราคาของสินทรัพย์นั้นจะเพิ่มขึ้นในอนาคต (เช่น จากข่าวดี, ผลประกอบการดี).
2. ซื้อ (Buy):
คุณทำการซื้อสินทรัพย์นั้นในราคาปัจจุบัน.
3. ถือครอง:
คุณเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้น และรอให้ราคาสูงขึ้น.
4. ขายทำกำไร (Sell):
เมื่อราคาสูงขึ้นตามที่คาดไว้ คุณขายสินทรัพย์นั้นเพื่อเก็บส่วนต่างเป็นกำไร (ซื้อถูก-ขายแพง).
ตัวอย่าง:
• คุณซื้อหุ้น A ที่ราคา 100 บาท เพราะคาดว่าราคาจะขึ้นไป 120 บาท เมื่อราคาขึ้นไป คุณขายหุ้น A ที่ 120 บาท ก็จะได้กำไร 20 บาทต่อหุ้น.
• ในตลาด Forex ถ้าคุณเปิด Long USD/JPY หมายความว่าคุณซื้อ USD (คาดว่าดอลลาร์จะแข็งค่าเทียบเยน) และหวังขายคืนในราคาที่สูงขึ้น.
ความแตกต่างกับ Short (ขายชอร์ต):
• Long (ซื้อ):
ซื้อก่อน ขายทีหลัง (คาดหวังราคาขึ้น).
• Short (ขายชอร์ต):
ขายก่อน ซื้อคืนทีหลัง (คาดหวังราคาลง) โดยการยืมสินทรัพย์มาขายก่อน.
Bearish คือ ภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้นมีแนวโน้ม "ขาลง" นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่ำ คาดว่าราคาจะลดลงเรื่อยๆ และเตรียมขายหุ้นออกไป หรือทำกำไรจากการที่ราคาลดลง เหมือนท่าทางการต่อสู้ของหมีที่ตะปบลง. คำนี้ตรงข้ามกับ "Bullish" (ตลาดกระทิง) ซึ่งเป็นแนวโน้มขาขึ้น.
ลักษณะสำคัญของภาวะ Bearish (ตลาดหมี):
• ราคาลดลงต่อเนื่อง: ราคาหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลานาน.
• ความเชื่อมั่นต่ำ: นักลงทุนขาดความมั่นใจในตลาด กังวล และกลัวว่าราคาจะตกต่ำลงอีก.
• ปริมาณการซื้อขายซบเซา: การซื้อขายมีน้อยลง เนื่องจากคนส่วนใหญ่เลือกที่จะถือเงินสดหรือขายออกไป.
• สัญญาณทางเทคนิค: มีรูปแบบกราฟแท่งเทียน (Candlestick Patterns) เช่น Bearish Shooting Star, Bearish Harami, Bear Hanging Man หรือ Bearish Divergence ที่บ่งบอกถึงการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง.
สรุปง่ายๆ:
• Bearish (หมี): หุ้นกำลังลง นักลงทุนไม่มั่นใจ อยากขาย.
• Bullish (กระทิง): หุ้นกำลังขึ้น นักลงทุนมั่นใจ อยากซื้อ.
นักลงทุนใช้คำว่า Bearish เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่คาดว่าตลาดจะตกต่ำลง เพื่อเตรียมกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม เช่น การขายชอร์ต (Short Selling) เพื่อทำกำไรจากราคาที่ลดลง หรือการรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาลงมาต่ำสุดแล้ว.
Breakout หมายถึง การที่ราคาหุ้น ทะลุผ่านแนวต้าน (Resistance) ขึ้นไป หรือ ทะลุผ่านแนวรับ (Support) ลงมาอย่างชัดเจน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า แนวโน้มราคาเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยเทรดเดอร์จะใช้เป็นจังหวะเข้าซื้อ (เมื่อทะลุแนวต้าน) หรือขาย (เมื่อทะลุแนวรับ) เพื่อทำกำไรจากโมเมนตัมที่แข็งแกร่งตามมา.
ความหมายโดยละเอียด:
• การฝ่าวงล้อม:
คำว่า Breakout แปลตรงตัวว่า "การฝ่าวงล้อม" เมื่อราคาหุ้นวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ (ระหว่างแนวรับและแนวต้าน) แล้วมีการ "ฝ่า" ออกไปนอกกรอบนั้น.
• สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม:
เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (Buy Signal) หรือถ้าทะลุแนวรับลงมา ก็เป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลง (Sell Signal).
• ความสำคัญ:
นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้ Breakout เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อขายช่วงเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ มักเกิดพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง (Volume).
ตัวอย่างการใช้งาน:
• ทะลุแนวต้าน (Breakout Up):
ราคาหุ้นเคยวิ่งติดที่ 100 บาท (แนวต้าน) แต่จู่ๆ ราคาก็วิ่งทะลุ 100 บาทขึ้นไปยืนได้ > เป็นสัญญาณซื้อ.
• ทะลุแนวรับ (Breakdown):
ราคาหุ้นเคยรับอยู่ที่ 90 บาท (แนวรับ) แต่ราคากลับลงมาต่ำกว่า 90 บาท > อาจเป็นสัญญาณขาย.
สิ่งที่ต้องระวัง:
• False Breakout (สัญญาณหลอก): บางครั้งราคาอาจทะลุหลอกๆ แล้วกลับเข้ามาในกรอบเดิม (Bull Trap หรือ Bear Trap) นักลงทุนต้องใช้เครื่องมืออื่นประกอบการตัดสินใจ.
Bullish ในตลาดหุ้น แปลว่า "แนวโน้มขาขึ้น" หรือ "กระทิง" หมายถึงภาวะที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูงว่าราคาหุ้นหรือสินทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดแรงซื้อสะสม ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีลักษณะสำคัญคือ ราคาปรับตัวขึ้น มี ความมั่นใจสูง และกราฟมี มุมเฉียงขึ้น (Uptrend) เหมือนวัวกระทิงขวิดขึ้นฟ้า.
ลักษณะของ Bullish:
• ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (Uptrend):
ราคาหุ้นมีจุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าจุดต่ำสุดเก่า และจุดสูงสุดใหม่สูงกว่าจุดสูงสุดเก่า.
• ความเชื่อมั่นสูง (High Confidence):
นักลงทุนมั่นใจว่าราคาจะไปต่อ ทำให้กล้าเข้าซื้อมากขึ้น.
• ปริมาณซื้อขายสูง (High Volume):
เมื่อมีแรงซื้อเข้ามามาก ปริมาณการซื้อขายก็จะสูงตาม.
• เกิดจากปัจจัยบวก:
มักมาจากเศรษฐกิจที่ดี, กำไรบริษัทเติบโต, หรือดอกเบี้ยต่ำ.
ตัวอย่าง Bullish ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค:
• Bullish Pattern:
รูปแบบกราฟที่บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังจะชนะ เช่น Double Bottom (W), Inverse Head and Shoulders, Bull Flag.
• Bullish Divergence:
ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Indicator (เช่น MACD, RSI) กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น บ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงและอาจกลับตัวเป็นขาขึ้น.
สรุปง่ายๆ: ถ้าได้ยินคำว่า "Bullish" ให้นึกถึง "ราคาขึ้น, ตลาดคึกคัก, มีความหวัง" เหมือนกระทิงที่แข็งแรงพุ่งขึ้นนั่นเอง.
Buy on Dip คือ กลยุทธ์การลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์เมื่อราคาปรับตัวลดลง (Dip) โดยเชื่อว่าเป็นการย่อตัวระยะสั้นในตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว เพื่อซื้อในราคาที่ถูกลงและรอขายเมื่อราคากลับมาฟื้นตัว ซึ่งต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานเพื่อจับจังหวะที่เหมาะสมและแยกแยะว่าเป็นการ "ย่อตัว" จริงๆ ไม่ใช่ "แนวโน้มขาลง" ที่จะขาดทุนเพิ่ม.
หลักการทำงาน
1. หาหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้น: เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีทิศทางราคาโดยรวมเป็นขาขึ้นในระยะยาว.
2. รอราคาปรับตัวลง: เมื่อราคาหุ้นปรับลดลงมา (Dip) หรือเกิดการพักตัวระยะสั้น.
3. เข้าซื้อ: ใช้จังหวะที่ราคาย่อตัวเข้าซื้อเพิ่ม เพื่อลดต้นทุนเฉลี่ย (ต้นทุนต่ำลง) หรือสะสมหุ้นเพิ่ม.
4. รอขายเมื่อฟื้นตัว: เมื่อราคาหุ้นกลับมาปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มเดิม ก็ทำการขายทำกำไร.
ข้อดี
• ลดต้นทุน: ซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่าช่วงที่ราคาสูง.
• เพิ่มโอกาสทำกำไร: หากตลาดฟื้นตัวจริง ก็สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น.
ข้อควรระวัง
• ต้องแยกให้ออก: การย่อตัว (Dip) กับการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงจริงๆ หากใช้ผิดจังหวะจะทำให้ขาดทุนเพิ่มได้.
• ต้องใช้การวิเคราะห์: ต้องมีความรู้ทางเทคนิค (หาแนวรับ) และพื้นฐาน (บริษัทแข็งแกร่ง) เพื่อยืนยันว่าเป็นการ "พักตัว" จริง.
สรุปง่ายๆ: คือ การ "ซื้อตอนราคาตก แต่เป็นตกชั่วคราวในหุ้นที่ดี" เพื่อรอให้มันเด้งกลับขึ้นไปทำกำไร.
Capped Weight คือ “การจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัว” คือการกำหนดเพดานสูงสุดของสัดส่วนน้ำหนักหุ้นแต่ละตัวใน ดัชนี เพื่อไม่ให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี มากจนเกินไป ซึ่งนโยบายนี้ถูกใช้มาหลายดัชนีทั่วโลกแล้ว เช่น MSCI, NASDAQ100 และ Nikkei225 เป็นต้น .
Ceiling (ราคาเพดาน) คือ ราคาสูงสุดที่หุ้นตัวหนึ่งๆ จะปรับตัวขึ้นไปได้ในวันซื้อขายนั้นๆ ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด เพื่อควบคุมความผันผวนและป้องกันการปั่นราคา โดยจะคำนวณจากราคาปิดของวันก่อนหน้าบวกขึ้นไปไม่เกิน 30% (สำหรับหุ้นปกติ) เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาวิเคราะห์และป้องกันการซื้อขายที่รุนแรงเกินไป.
หลักการทำงานของ Ceiling & Floor:
• Ceiling (ราคาเพดาน): ราคาซื้อขายสูงสุดที่ทำได้ในวันนั้น (ปกติคือ +30% จากราคาปิดวันก่อนหน้า).
• Floor (ราคาพื้น): ราคาซื้อขายต่ำสุดที่ทำได้ในวันนั้น (ปกติคือ -30% จากราคาปิดวันก่อนหน้า).
• วัตถุประสงค์: เพื่อลดความผันผวนรุนแรงของตลาด ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรเกินจริง และให้นักลงทุนมีเวลาพิจารณาข้อมูล.
ตัวอย่างการคำนวณ (หุ้นปกติ):
• ถ้าหุ้น A ราคาปิด 10 บาท เมื่อวาน.
• Ceiling วันนี้ = 10 + (30% x 10) = 13 บาท.
• Floor วันนี้ = 10 - (30% x 10) = 7 บาท.
• ดังนั้น วันนี้ หุ้น A จะซื้อขายได้ไม่เกิน 13 บาท และไม่ต่ำกว่า 7 บาท.
ข้อยกเว้น (เช่น หุ้น IPO):
• หุ้น IPO วันแรก: Ceiling/Floor จะมีกรอบกว้างกว่า อาจขึ้น/ลงได้ถึง 3 เท่า (300%) ของราคา IPO.
เมื่อราคาหุ้นขึ้นถึง Ceiling หรือลงถึง Floor จะไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายเกินกรอบนั้นได้ ทำให้ราคาเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัดมากขึ้น.
Channel Trade (การเทรดในกรอบราคา) คือ กลยุทธ์การเทรดที่นักลงทุนซื้อเมื่อราคาหุ้นหรือสินทรัพย์แตะแนวรับ (เส้นขนานด้านล่าง) และขายเมื่อราคาขึ้นไปแตะแนวต้าน (เส้นขนานด้านบน) โดยใช้เส้นเทรนด์ไลน์ 2 เส้นที่ขนานกันวาดขึ้นบนกราฟ เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่อยู่ในกรอบราคาแคบๆ หรือสภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวแบบ Sideway (ออกข้าง).
หลักการทำงานของ Channel Trade:
1. หา "กรอบราคา" (Channel): ลากเส้นขนาน 2 เส้นบนกราฟราคา โดยเส้นหนึ่งเป็นแนวรับ (Support) และอีกเส้นเป็นแนวต้าน (Resistance).
2. ซื้อที่แนวรับ: เมื่อราคาลงมาใกล้เส้นแนวรับด้านล่าง ถือเป็นจุดเข้าซื้อ.
3. ขายที่แนวต้าน: เมื่อราคาขึ้นไปใกล้เส้นแนวต้านด้านบน ถือเป็นจุดขายทำกำไร.
4. ทำซ้ำ: ทำแบบนี้ซ้ำๆ กับหุ้นที่มีกรอบราคาชัดเจน เพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง.
เหมาะกับ:
• ตลาดที่เคลื่อนไหวออกข้าง (Sideway).
• นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวัน.
ข้อดี:
• ง่ายในการทำความเข้าใจและนำไปใช้.
• สร้างโอกาสทำกำไรได้ในตลาด Sideway.
• มีความเสี่ยงต่ำกว่าการเทรดตามเทรนด์แรงๆ.
Cover short คือ การที่นักลงทุนที่เคยขายชอร์ต (ยืมหุ้นมาขายโดยคาดว่าราคาจะลง) ต้อง ซื้อหุ้นนั้นกลับคืน ในตลาดเพื่อนำไปส่งมอบคืนผู้ให้ยืม โดยทำเมื่อราคาหุ้นลดลงตามที่คาดหวัง หรือเมื่อมีสัญญาณว่าราคาหุ้นกำลังจะกลับตัวขึ้น ซึ่งการซื้อคืนนี้เป็นการปิดสถานะขายชอร์ตและทำกำไรจากส่วนต่างราคา (ถ้าซื้อคืนได้ถูกกว่าตอนขาย) หรือลดขาดทุน.
ขั้นตอนการทำ Cover Short
1. ขายชอร์ต (Short Sell):
ยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายในราคาแพง (เช่น 10 บาท) โดยคาดว่าราคาจะลง.
2. ราคาหุ้นลง:
ราคาหุ้นลดลงมา (เช่น เหลือ 5 บาท).
3. ซื้อคืน (Cover):
ซื้อหุ้นกลับในราคาถูก (5 บาท) เพื่อนำไปคืน.
4. กำไร/ขาดทุน:
ได้กำไร 5 บาทต่อหุ้น (10 - 5) จากส่วนต่างราคา.
ทำไมจึงต้อง Cover Short
• ปิดสถานะ:
เพื่อปิดบัญชีการขายชอร์ตที่เปิดอยู่.
• ทำกำไร:
ซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าที่ขายไป.
• ลดความเสี่ยง:
หากคาดการณ์ผิดว่าราคาจะขึ้นแทนที่จะลง การ Cover Short คือการตัดขาดทุนหรือจำกัดการขาดทุนไม่ให้เพิ่มขึ้น.
• แรงหนุนราคา (Short Squeeze):
การซื้อคืนจำนวนมากอาจทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีแรงซื้อเข้ามาจำนวนมากจากผู้ที่ต้องทำ Cover Short โดยไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานหุ้น.
Day trade คือ การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น, Forex, คริปโต ฯลฯ โดยเปิดและปิดสถานะการซื้อขายภายในวันเดียวกัน เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น นักเทรดรายวันจะหลีกเลี่ยงการถือสถานะข้ามคืนเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค และมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงสูง.
ลักษณะสำคัญของ Day Trading
• จบในวันเดียว: ซื้อขายและปิดสถานะทั้งหมดภายในวันเดียวกัน ไม่ถือข้ามคืน.
• ทำกำไรจากส่วนต่างราคา: มุ่งหวังทำกำไรจากราคาที่ขยับขึ้นลงเล็กน้อยตลอดทั้งวัน.
• ใช้เครื่องมือเทคนิค: เน้นการวิเคราะห์กราฟ (Candlesticks) และอินดิเคเตอร์ (Indicators) เพื่อจับจังหวะ.
• สินทรัพย์ที่นิยม: ใช้ได้กับหุ้น, Forex, ออปชัน, ETF, สกุลเงินดิจิทัล.
• มีโอกาสทำกำไรเร็ว แต่ก็ขาดทุนเร็วเช่นกัน ต้องมีทักษะและวินัยสูง.
ข้อดีและข้อเสีย
• ข้อดี: ลดความเสี่ยงข้ามคืน, สรุปผลกำไร/ขาดทุนได้ทุกวัน, ทำกำไรจากความผันผวนได้รวดเร็ว.
• ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูง, ต้องใช้เวลาเฝ้าหน้าจอ, การตัดสินใจต้องรวดเร็วมาก.
ประเภทของ Day Trader (ตามกฎเกณฑ์ในสหรัฐฯ)
• Pattern Day Trader (PDT): นักลงทุนที่ซื้อขาย Day Trade อย่างน้อย 4 ครั้งใน 5 วันทำการ (โดยใช้บัญชีมาร์จิ้น) และการซื้อขายเหล่านี้คิดเป็นมากกว่า 6% ของกิจกรรมการซื้อขายทั้งหมด ต้องรักษามูลค่าพอร์ตอย่างน้อย $25,000.
Doji Star
Doji Star คือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน 3 แท่งที่บ่งบอกถึงการกลับตัวของแนวโน้มราคา โดยแท่งที่สองเป็น Doji (ราคาเปิด-ปิดใกล้กันมาก หรือเป็นรูปกากบาท) ซึ่งแสดงถึงความลังเลของตลาด และเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อหรือแรงขายใกล้หมดลง โดยมี 2 แบบหลักคือ Morning Doji Star (กลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น) และ Evening Doji Star (กลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง) ซึ่งให้สัญญาณที่แข็งแกร่งกว่ารูปแบบ Star ปกติ.
ส่วนประกอบและลักษณะ (3 แท่ง):
แท่งแรก: แท่งเทียนยาวตามแนวโน้มเดิม (เขียว/ขาวสำหรับขาขึ้น, แดง/ดำสำหรับขาลง).
แท่งที่สอง (Doji Star): แท่งเทียนขนาดเล็กมาก (Doji) ที่เปิด Gap (ช่องว่าง) ขึ้นหรือลงจากแท่งแรก แสดงถึงความลังเลและจุดเปลี่ยน.
แท่งที่สาม: แท่งเทียนยาวสวนทางกับแนวโน้มเดิม ปิดลึกเข้าไปในตัวเทียนแท่งแรก ยืนยันการกลับตัว.
ประเภท:
Morning Doji Star: เกิดขึ้นในแนวโน้มขาลง (Bearish) → กลับตัวเป็นขาขึ้น (Bullish).
Evening Doji Star: เกิดขึ้นในแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) → กลับตัวเป็นขาลง (Bearish).
ความสำคัญ:
เป็นรูปแบบการกลับตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อแท่งตรงกลางเป็น Doji เนื่องจากแสดงความไม่แน่นอนของตลาดที่ชัดเจน. ช่วยให้นักเทรดเห็นโอกาสในการเข้าซื้อหรือขายเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศทาง.

ในภาพจะมีรูป Doji Star เตือน ก่อนหุ้นตกลงมาแรง เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นนั้นออกมาไม่ดี

Doji Star
Floor
Floor คือ ราคาต่ำสุดที่หุ้นตัวหนึ่งจะปรับลงมาได้ในวันทำการนั้นๆ ซึ่งกำหนดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อจำกัดความผันผวนไม่ให้ราคาลดลงต่ำเกินไป (ปกติไม่เกิน 30% ของราคาปิดวันก่อนหน้า) คล้ายๆ กับเพดาน (Ceiling) ที่เป็นราคาสูงสุดไม่ให้หุ้นขึ้นไปสูงเกินเหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันนักลงทุนจากการซื้อขายด้วยความตื่นตระหนก หรือถูกปั่นราคา.
รายละเอียด:
• ความหมาย: Floor (พื้น) เป็นขีดจำกัดด้านล่างสุดของราคาซื้อขายหุ้นในแต่ละวัน.
• การคำนวณ: ราคา Floor จะไม่ต่ำกว่า 30% ของราคาปิดของวันทำการก่อนหน้า (อาจมีข้อยกเว้นสำหรับหุ้น IPO).
วัตถุประสงค์:
o ลดความผันผวน: ช่วยให้ตลาดไม่ผันผวนรุนแรงเกินไปจากข่าวสารหรือการเก็งกำไร.
o ป้องกันนักลงทุน: ป้องกันนักลงทุนรายย่อยจากการถูกทุบราคา หรือการตัดสินใจซื้อขายผิดพลาดอย่างรุนแรง.
• เมื่อชน Floor: เมื่อราคาหุ้นตกถึงระดับ Floor จะไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่า Floor ได้อีกในวันนั้น (ยกเว้นบางกรณีที่ระบบใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจปรับให้ขยับได้ +/- 1 ราคา).
• ความสัมพันธ์กับ Ceiling: Floor ทำงานคู่กับ Ceiling (เพดาน) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดที่หุ้นจะขึ้นไปได้ในวันนั้น เพื่อสร้างกรอบการซื้อขายให้สมดุล.
ดังนั้น เมื่อพูดถึง "หุ้นฟลอร์" หมายถึง หุ้นที่ราคาได้ลดลงมาถึงขีดจำกัดต่ำสุดที่กำหนดไว้แล้วนั่นเอง.
HYBRID
"HYBRID หุ้น" ไม่ได้หมายถึงหุ้นชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่หมายถึง กลยุทธ์การลงทุนที่ผสมผสานระหว่างแนวทางการลงทุนหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เช่น การรวมหุ้นเติบโต (Growth Stock) กับหุ้นคุณค่า (Value Stock) หรือการผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) กับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical) เพื่อสร้างพอร์ตที่สมดุลและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากหลายมิติ โดยมีทั้งการลงทุนระยะยาว (Passive) และการเก็งกำไรระยะสั้น/กลาง (Active) เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสใดๆ.
แนวคิดหลักของ Hybrid Investing:
1. ผสมผสานสไตล์:
• Value & Growth: ลงทุนในหุ้นมั่นคง ราคาถูก (Value) ควบคู่ไปกับหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตสูง (Growth).
• Fundamental & Technical: ใช้ปัจจัยพื้นฐานคัดกรองหุ้นดี แล้วใช้เทคนิควิเคราะห์จังหวะเข้า-ออก (ซื้อ-ขาย).
• Core-Satellite: ใช้กองทุน Index (Passive) เป็นแกนหลัก (Core) และกองทุน Active เป็นส่วนเสริม (Satellite) เพื่อสร้างผลตอบแทนเหนือตลาด.
2. สร้างพอร์ตสมดุล:
• เชิงรับ (Defensive): ลงทุนในหุ้นที่มั่นคงและมีค่าใช้จ่ายต่ำ (เช่น กองทุน Passive Index) เพื่อความมั่งคั่งระยะยาว.
• เชิงรุก (Aggressive): ลงทุนในหุ้นเติบโต หรือใช้เทคนิคเพื่อทำกำไรระยะสั้น-กลาง (เช่น กองทุน Active) เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส.
3. ประโยชน์:
• กระจายความเสี่ยง.
• เพิ่มโอกาสทำกำไรทั้งระยะสั้นและยาว.
• ลดการ Stop Loss และ False Break ด้วยการวิเคราะห์ที่รอบด้าน.
ตัวอย่างการนำไปใช้:
นักลงทุนอาจเลือก หุ้นเติบโต (Growth Stock) ในกลุ่มเทคโนโลยี และ หุ้นคุณค่า (Value Stock) ในกลุ่มพลังงาน เพื่อให้พอร์ตมีความสมดุลระหว่างการเติบโตและการป้องกันความเสี่ยง.
โดยสรุปคือ Hybrid หุ้น คือการนำกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายมา "ผสมกัน" เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุน, ไม่ใช่หุ้นที่มีชื่อว่า "Hybrid".
January Effect
January Effect เป็นทฤษฎีที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม เนื่องจากพฤติกรรมต่างๆ ของนักลงทุน เช่น การขายทำกำไรช่วงสิ้นปีแล้วกลับมาซื้อใหม่ช่วงต้นปี การนำเงินโบนัสมาลงทุน หรือแรงซื้อคืนเพื่อลดหย่อนภาษี ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา
January Effect คือ ทฤษฎีที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม เนื่องจากนักลงทุนจะขายทำกำไรจากการลงทุนช่วงสิ้นปีก่อนหยุดยาว และช่วงเดือนมกราคม จะกลับเข้ามาลงทุนใหม่อีกครั้งในสินทรัพย์ที่ราคายังไม่แพง คำอธิบายที่เป็นไปได้อีกทางหนึ่งคือนักลงทุนซื้อคืนภาษีช่วงต้นปี หรืออาจจะนำเงินโบนัสช่วงสิ้นปีมาลงทุนในช่วงเดือนถัดไป (Bualuang Securities PCL, https://www.bualuang.co.th/article/januaryeffect/)
NP หรือ Notice Pending (NP)
NP หรือ Notice Pending (NP) คือ เครื่องหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย P ที่หลักทรัพย์ เพื่อแจ้งนักลงทุนให้ทราบว่าบริษัทจดทะเบียนมีข้อมูลที่ต้องรายงานและตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท
เกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย NP
+ บริษัทจดทะเบียนมีข้อมูลที่ต้องรายงาน และขณะนี้ ตลท. กำลังรอการชี้แจงหรือรายงานข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทนั้น
เกณฑ์การปลดเครื่องหมาย NP
+ เมื่อบริษัทได้ส่งข้อมูลหรือชี้แจงตามที่ตลท. ร้องขอ ตลท. จะปลดเครื่องหมาย NP และขึ้นเครื่องหมาย NR (Notice Received) เพื่อแจ้งว่านักลงทุนได้รับข้อมูลที่จำเป็นแล้ว
Outperform
Outperform แปลว่า หุ้นนั้นมีแนวโน้ม ทำผลงานได้ดีกว่า (ชนะ) ตลาดโดยรวม หรือหุ้นตัวอื่น นักวิเคราะห์จะให้คำแนะนำนี้กับหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าตลาด หรือมีโอกาสราคาปรับขึ้นได้สูงกว่าตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 12 เดือนข้างหน้า) ซึ่งหมายถึง "น่าซื้อ" หรือ "น่าสนใจ".
ความหมายโดยละเอียด:
• เปรียบเทียบกับตลาด:
เมื่อ SET Index อาจจะขึ้น 5% แต่หุ้นที่ถูกแนะนำให้ Outperform อาจคาดว่าจะขึ้น 15% (ดีกว่าตลาด 10%).
• เป็นคำแนะนำจากนักวิเคราะห์:
ใช้ในการจัดอันดับหุ้น โดย 1 คือดีที่สุด (Outperform).
• บ่งบอกโอกาสทางราคา:
นักลงทุนคาดหว मानว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี หรือมีปัจจัยบวกทำให้ราคาขึ้น.
ตัวอย่างการใช้:
• "Outperform Market":
หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมาก คาดว่าผลตอบแทนจะดีกว่าตลาดโดยรวม.
• Outperform (หุ้นเทียบกับหุ้น):
หุ้น A ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้น B อย่างมีประสิทธิภาพ.
ตรงข้ามกับ:
• Underperform: ผลงานแย่กว่าตลาดโดยรวม (อาจจะลง หรือขึ้นน้อยกว่าตลาด).
• Neutral: ผลงานใกล้เคียงกับตลาด.
ดังนั้น เมื่อเห็นคำว่า Outperform ในบทวิเคราะห์หุ้น แสดงว่านักวิเคราะห์มองว่าหุ้นตัวนั้นมีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีเยี่ยมกว่าตัวอื่นๆ หรือดีกว่าตลาดโดยรวมนั่นเอง.
Run Trend
การเทรดสไตล์ Run Trend คือการเข้าไปเก็งกำไรในช่วงที่กราฟราคาเกิดแนวโน้มรอบใหม่ขึ้นมา ใช้ระยะเวลาในการถือนานกว่าการเทรดสไตล์อื่น จึงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคนิคนี้ คุณสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นนักเทรดแบบมืออาชีพ ค้นหาโอกาสในช่วงเวลาที่เหมาะสม วางกลยุทธ์การเทรดได้สอดคล้องกับแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น และช่วยให้คุณสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Santa Claus Rally
Santa Claus Rally คือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะ 5 วันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคมถึง 2 วันแรกของเดือนมกราคม ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสทำกำไรจากปัจจัยด้านอารมณ์เชิงบวก, การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น, การจัดการพอร์ตของสถาบัน (window dressing) และปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง ทำให้รายย่อยมีอิทธิพลมากขึ้น.
ปัจจัยที่ทำให้เกิด Santa Rally:
• Window Dressing:
กองทุนและสถาบันการเงินมักปรับปรุงพอร์ตให้ดูดีก่อนสิ้นปี.
• ปริมาณการซื้อขายเบาบาง:
นักลงทุนสถาบันหยุดยาวทำให้ตลาดมีสภาพคล่องน้อยลง และนักลงทุนรายย่อยที่มีมุมมองเชิงบวกเข้ามามีบทบาทมากขึ้น.
• อารมณ์เชิงบวกและใช้จ่าย:
บรรยากาศเทศกาลทำให้คนมีความสุข, จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และนำโบนัสมาลงทุน.
• การจัดการภาษี (Tax-Loss Harvesting):
นักลงทุนขายหุ้นขาดทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงต้นของปลายปี ซึ่งอาจทำให้ตลาดลงเล็กน้อย แล้วจึงกลับมาซื้อใหม่.
ความหมายสำหรับนักลงทุน:
• เป็นโอกาสในการวางแผนลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ได้รับประโยชน์จากฤดูกาลนี้ (เช่น หุ้นกลุ่มค้าปลีก หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ).
• เป็นเพียงแนวโน้มทางสถิติ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะเกิดขึ้นทุกปี.
สรุป: Santa Rally คือปรากฏการณ์เชิงฤดูกาลที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งมาจากปัจจัยทางจิตวิทยาและการจัดการการเงินช่วงสิ้นปี.
SP
SP หุ้น คือ เครื่องหมายห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว (Trading Suspension) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดหน้าชื่อหุ้น เพื่อแจ้งเตือนนักลงทุนว่าหลักทรัพย์นั้นมีเหตุผิดปกติร้ายแรง เช่น ไม่ส่งงบการเงิน, ฝ่าฝืนกฎระเบียบ, หรือมีข้อมูลสำคัญที่กระทบราคา จนกว่าบริษัทจะแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเข้าสู่กระบวนการอื่น (เช่น การเพิกถอน) ซึ่งนักลงทุนไม่สามารถซื้อขายได้ในช่วงเวลาที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย.
สาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย SP
• ไม่ส่งงบการเงิน หรือส่งล่าช้าเกินกำหนด.
• บริษัทไม่สามารถชี้แจงข้อมูลสำคัญ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถามได้ทันที.
• บริษัทฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์ฯ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของตลาดหลักทรัพย์ฯ.
• หลักทรัพย์อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอน หรือปรับปรุงสถานะ.
• มีเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจกระทบต่อราคาหุ้น.
สิ่งที่นักลงทุนควรรู้
• ไม่สามารถซื้อขายได้: ผู้ถือหุ้นเดิมจะขายไม่ได้ และผู้ที่สนใจซื้อก็ซื้อไม่ได้.
• ความเสี่ยง: การติด SP มักมีผลกระทบต่อราคาหุ้นในระยะยาว อาจนำไปสู่การลดมูลค่า หรือถูกเพิกถอน (Delisting).
• การแก้ปัญหา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกณฑ์ให้ซื้อขายได้ชั่วคราว (ด้วย Cash Balance) หากบริษัทสามารถแก้ไขเหตุที่ทำให้ถูก SP ได้ หรือเมื่อเข้าสู่กระบวนการก่อนถูกเพิกถอน.
ความแตกต่างจากเครื่องหมายอื่น
• H (Trading Halt): หยุดซื้อขายชั่วคราวภายในวันนั้น (เช่น หยุดภาคเช้า ซื้อขายได้บ่าย).
• P (Pause): หยุดซื้อขาย 1 วัน เนื่องจากสภาพซื้อขายผิดปกติ.
• NC (Non-Compliance): บริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนต้องระวังเป็นพิเศษ.
Swing Trading
Swing Trading หุ้น คือ กลยุทธ์การเทรดที่เน้นทำกำไรจาก "การแกว่งตัว" (Swing) ของราคาหุ้นในช่วงสั้นถึงกลาง โดยถือครองออเดอร์ตั้งแต่ 2-3 วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ (ประมาณ 2 วัน-4 สัปดาห์) เพื่อจับจังหวะการขึ้นลงของราคาในแต่ละรอบ แทนการถือยาวแบบนักลงทุนทั่วไป หรือเก็งกำไรในวันเดียวแบบเดย์เทรด (Day Trading)
ลักษณะสำคัญของ Swing Trading:
• ระยะเวลา: ถือหุ้นนานกว่าเดย์เทรด แต่สั้นกว่าการลงทุนระยะยาว.
• เป้าหมาย: ทำกำไรจากส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวราคา (ราคาขึ้น-ลงเป็นคลื่น) ไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ.
• เครื่องมือ: อาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อหาจุดเข้า-ออกที่เหมาะสม เช่น ดูแนวโน้ม รูปแบบราคา และอินดิเคเตอร์ต่างๆ.
• เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์ที่ไม่สามารถเฝ้าจอได้ตลอดวัน แต่ต้องการทำกำไรจากการแกว่งของตลาด.
• ข้อดี: ไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา, ทำกำไรได้จากทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง.
• ข้อเสีย: มีความเสี่ยงจากการถือข้ามวัน (เช่น ข่าวสำคัญช่วงกลางคืน), พลาดกำไรใหญ่หากตลาดเป็นแนวโน้มชัดเจน.
สรุปง่ายๆ: Swing Trader มองหา "จังหวะ" ในการเข้าซื้อเมื่อราคาเริ่มย่อตัว (ซื้อถูก) และขายออกเมื่อราคาสวิงขึ้น (ขายแพง) ในกรอบเวลาสั้นๆ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างนั้น โดยไม่ต้องรอให้ราคาวิ่งไปไกลเหมือนการลงทุนระยะยาว.
Target Price
Target Price (ราคาเป้าหมาย) คือ ราคาที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหุ้นตัวหนึ่งจะไปถึงในอนาคต โดยประเมินจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เช่น ผลประกอบการ, กระแสเงินสด, อัตราส่วนทางการเงิน, และแนวโน้มธุรกิจ เพื่อช่วยนักลงทุนตัดสินใจว่าหุ้นนั้นควรซื้อ, ถือ, หรือขาย เมื่อเทียบกับราคาตลาดปัจจุบัน.
หน้าที่และประโยชน์ของ Target Price:
• เป็นเครื่องมือประเมินมูลค่า:
ช่วยให้เห็นว่าหุ้นมีมูลค่าต่ำกว่า (Undervalued) หรือสูงเกินไป (Overvalued) เทียบกับราคาปัจจุบันหรือไม่.
• ช่วยตัดสินใจซื้อขาย:
หากราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน อาจบ่งชี้ว่าน่าลงทุน แต่ถ้าต่ำกว่า อาจแปลว่าหุ้นแพงเกินไป.
• แนวทางสำหรับนักลงทุน:
นักลงทุนใช้เป็นจุดตั้งเป้าหมายกำไรในการขาย หรือเป็นจุดพิจารณาเข้าซื้อสะสม.
การประเมินและกำหนด Target Price:
นักวิเคราะห์ใช้โมเดลทางการเงินหลายวิธี เช่น:
• การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน:
ดูผลประกอบการ, งบการเงิน, การเติบโตของธุรกิจ.
• การใช้ตัวชี้วัดทางการเงิน:
เช่น P/E Ratio (ราคาต่อกำไร), P/BV Ratio (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี).
• การเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม:
ดูค่าเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจเดียวกัน.
ข้อควรจำ:
Target Price เป็นเพียง การคาดการณ์ และ ประมาณการ โดยมีหลักการ แต่ก็มีความไม่แน่นอนสูง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดและข่าวสาร ดังนั้นจึงควรพิจารณาควบคู่กับข้อมูลอื่นๆ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตัวเอง.
VI (Value Investment)
VI หุ้น หมายถึง Value Investment หรือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือ กลยุทธ์การซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (กำไร โต โครงสร้างแข็งแรง) ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และถือลงทุนระยะยาว เพื่อรอให้ราคาหุ้นปรับขึ้นตามมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ. นักลงทุนสาย VI เปรียบเหมือนเต่าที่อดทน ช้า แต่มั่นคง โดยเน้นวิเคราะห์กิจการอย่างลึกซึ้ง (Fundamental Analysis) เพื่อหา "หุ้นคุณค่า" (Value Stocks) ที่ตลาดมองข้าม.
หัวใจสำคัญของ VI
• ซื้อหุ้นดีราคาถูก: หาหุ้นที่มีคุณภาพสูง แต่ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (ราคาปัจจุบัน < มูลค่าที่แท้จริง).
• ถือลงทุนระยะยาว: อดทนรอให้ตลาดรับรู้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น และเติบโตไปพร้อมกับกิจการ.
• วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: เน้นดูงบการเงิน, รายได้, กำไร, กระแสเงินสด, คุณภาพผู้บริหาร, ความแข็งแกร่งของธุรกิจ.
ลักษณะนักลงทุน VI
• อดทนและมีวินัย: ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนระยะสั้นของตลาด.
• คิดแบบเจ้าของกิจการ: มองเห็นอนาคตและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ.
• ทำกำไรจากส่วนต่างราคา: เมื่อราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงจึงขายออกไป.
ข้อดี-ข้อเสีย
• ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำ, ผลตอบแทนทบต้นที่ดีในระยะยาว, กระจายความเสี่ยงง่าย.
• ข้อเสีย: อาจเติบโตช้าในช่วงแรก, ต้องใช้เวลาและความรู้ในการวิเคราะห์.
Please Feed Back to me : dongkukod@gmail.com